วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

"จอร์จ โซรอส"แหกตาอีก แห่ลงทุนซื้อหุ้นทองคำทั้งที่บอกว่าเป็นฟองสบู่

ผู้จัดทำ : นาย ทวีศักดิ์ ภู่เจริญวงศ์ เลขทะเบียน 48113004
เนื้อหา
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 18 ก.พ.ว่า นายจอร์จ โซรอส มหาเศรษฐีนักลงทุนหุ้นผู้อื้อฉาวของโลก ได้เพิ่มมูลค่าการลงทุนในหุ้นทองคำ ในกองทุนการค้าแลกเปลี่ยน SPDR ของเขาจากมูลค่าหุ้นจำนวนเงิน 3.7 ล้านดอลลาร์ เป็น 6.2 ล้านดอลลาร์ เพียงช่วง 3 เดือน โดยสิ้นสุดถึงวันที่ 31 เดือนธ.ค.ปี 2009 นอกจากนี้ กองทุนการ"Soros Fund Management"ยังได้เพิ่มจำนวนหุ้นในกิจการ"ยามานา โกลด์"ของแคนาดา โดยซื้อหุ้นเพิ่มเป็นจำนวน 85,880 หุ้น คิดเป็นมูลค่า 973,314 ดอลลาร์ ในช่วงสิ้นเดือนธ.ค.

รายงานระบุว่า พฤติกรรมดังกล่าวดูเหมือนจะขัดแย้งกับทัศนะของพ่อมดการเงินรายนี้ ซึ่งกล่าวระหว่างการประชุมเศรษฐกิจโลกที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในช่วงเมื่อเดือนม.ค.ว่า ถ้าโลกเจออัตราดอกเบี้ยต่ำ เราจะเผชิญสภาพทรัพย์สินขยายตัวเป็นฟองสบู่ ซึ่งตอนนี้ฟองสบู่ดังกล่าว กำลังเกิดขึ้นในทองคำ
คำถาม
1. ทำไมนาย จอร์จ โซรอส ถึงได้ชื่อว่า เป็นพ่อมดการเงิน
2. ในคำพูดที่ว่า "ถ้าโลกเจออัตราดอกเบี้ยต่ำ เราจะเผชิญสภาพทรัพย์สินขยายตัวเป็นฟองสบู่" หมายความว่าอย่างไร
3. ถ้าเกิดขึ้นจิงในคำกล่าวตามข้อ 2 จะส่งผลกระทบอย่างไร

วันศุกร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ข่าว มาบตาพุด

ผู้จัดทำ : นายปกรณ์ หุ่นนิรันดร์ เลขทะเบียน 1490216296
เจโทรเตือนไทย เสียโอกาส มาบตาพุดทำเจ๊ง
เมื่อวันที่ 5 ก.พ. นายมูเนโนริ ยามาดะ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของญี่ปุ่น กรุงเทพฯ (เจโทร กรุงเทพฯ) กล่าวถึงผลสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย ประจำครึ่งแรกปี 53 จากการสำรวจบริษัทสมาชิกหอการค้าญี่ปุ่น กรุงเทพฯ จำนวน 1,296 บริษัท ในเดือน พ.ย. 52 ว่า การสำรวจความกังวลในเรื่องผลกระทบจากปัญหามาบตาพุดต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม ภายหลังจากคำตัดสินของศาล พบว่า 32% กังวลถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งทางตรง ทางอ้อม และอาจมีการทบทวนแผนการลงทุนใหม่ ขณะที่อีก 68% ไม่ทราบ ซึ่งอาจเป็นอุตสาหกรรมอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในมาบตาพุด เช่น บริษัทการค้า การค้าปลีก การขนส่งและการสื่อสาร ประธานเจโทร กรุงเทพฯ กล่าวว่า การสำรวจครั้งนี้จัดทำขึ้นในเดือน พ.ย.52 ก่อนที่ศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่งระงับโครงการในมาบตาพุด ที่ขณะนั้น ความสนใจเกี่ยวกับมาบตาพุดยังมีน้อย ปัญหามาบตาพุด นักธุรกิจญี่ปุ่นกังวลมากที่สุด ซึ่งผลกระทบรุนแรงมากกว่าปัญหาการเมืองภายใน และการปิดสนามบิน โครงการที่ถูกระงับดำเนินการต่อ มีภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องรับผิดชอบมากมาย หากเดินเครื่องผลิตไม่ได้ รายได้ขาดหายไป หากรัฐบาลไทยยังไม่มีแนวทางแก้ปัญหาที่ชัดเจน โครงการเหล่านี้อาจล้มละลายได้ โดยความเสียหายเหล่านี้ บริษัทญี่ปุ่นจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลไทยหรือไม่ เป็นเรื่องที่แต่ละโครงการจะพิจารณา ทั้งนี้ นายมูเนโนริ เรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินการใน 3 เรื่องอย่างเร่งด่วน คือ 1. ขอให้รัฐบาลไทยชี้แจงแนวทางการแก้ปัญหามาบตามพุดโดยตรงกับนักลงทุนญี่ปุ่น 2. ขอให้รัฐบาลไทยกำหนดแผนการแก้ปัญหา และระยะเวลาดำเนินการให้ชัดเจน โดยเฉพาะการกำหนดให้อุตสาหกรรมประเภทใดจะต้องรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม และผลกระทบด้านสุขภาพ และ 3. ขอให้ทั้ง 3 สถาบันของไทย ทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ร่วมกันออกกฎหมายเพื่อแก้ปัญหา และผลักดันให้กฎหมายมีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุดส่วนผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจช่วงครึ่งแรกของปี 2553 พบว่า บริษัทที่ตอบว่าสภาพธุรกิจจะดีขึ้นเท่ากับ 52% โดยลดลงจาก 64% ในการสำรวจสภาพธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 52 ส่วนที่ตอบว่าแย่ลง มี 12% ลดลงจาก 19% แสดงถึงการปรับตัวที่ดีขึ้นของสภาพธุรกิจ แม้จะยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร ส่วนการสำรวจยอดขายนั้น 73% ตอบว่ายอดขายรวมในปี 53 จะเพิ่มขึ้น จากการสำรวจครั้งก่อนหน้า ที่ตอบเพิ่มขึ้นเพียง 22% แต่ที่ตอบว่าจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% มีถึง 11% ชี้ให้เห็นว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยไม่เร็วตามคาด ขณะที่การสำรวจด้านกำไร/ขาดทุนก่อนหักภาษีนั้น 85% ตอบว่าจะมีกำไร แต่ 53% ตอบว่า มีกำไรเพิ่มขึ้น ส่วนอีก 19% ตอบมีกำไรลดลง ชี้ให้เห็นว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังไม่เท่าระดับเดิมก่อนจะทรุดตัวสำหรับทิศทางของแผน และการพัฒนาทางธุรกิจนั้น 48% ระบุจะขยายธุรกิจในไทย และไม่ย้ายฐานไปที่อื่น 44% ระบุขยายธุรกิจในไทยให้มากขึ้นโดยเชื่อมโยงแผนการพัฒนาธุรกิจของญี่ปุ่นในต่างประเทศ 26% ตอบมุ่งเน้นทำธุรกิจอาเซียน อีก 14% ตอบมุ่งเน้นทำธุรกิจในอินเดีย ส่วนผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ส่วนใหญ่ได้รับผลดีทั้งทางตรง และทางอ้อมจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศอื่น (เช่น สหรัฐฯ ยุโรป) มากกว่ามาตรการกระตุ้นของไทย และญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ต้องการให้รัฐบาลไทยพัฒนา และปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวกับศุลกากร พัฒนาและปรับเปลี่ยนการใช้งานของระบบภาษี.

คำถาม
1. หากปัญหานี้ยังหาข้อสรุปไม่ได้จะเกิดผลเสียต่อภาพรวมของประเทศไทยด้านใดบ้าง
2. หากปัญหานี้ยังหาข้อสรุปไม่ได้จะเกิดผลเสียต่อภาพรวมของประเทศไทยด้านเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง
3. ปัญกาที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อตลาดหลักทรัพย์อย่างไรบ้าง

วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553

ทองคำขึ้นราคา

สัญญาทองคำปิดบวก 6 ดอลลาร์หลังค่าเงินอ่อนตัว
สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนก.พ.ดีดขึ้น 6.00 ดอลลาร์ ปิดที่ 1,095.70 ดอลลาร์/ออนซ์
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนตัวลงเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนสัญญาทองคำดีดตัวขึ้น โดยเมื่อวานนี้ ดัชนี ICE Futures US dollar index ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับ 6 สกุลเงินหลักๆ ร่วงลง 0.1%
นักวิเคราะห์จากเอ็มเอฟ โกลบอล คาดการณ์ว่า สัญญาสินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงทองคำและน้ำมันดิบ อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการคุมเข้มด้านการปล่อยเงินกู้ของจีนและสหรัฐ กองทุน SPDR Gold Trust ซึ่งเป็นกองทุน ETF ทองรายใหญ่ที่สุดในโลก ได้ถือครองทองคำที่ระดับ 1,111.922 ตัน ณ วันที่ 22 ม.ค. ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากวันที่ 19 ม.ค.

ผู้จัดทำ นาย ทวีศักดิ์ ภู่เจริญวงศ์ เลขทะเบียน 48113004

คำถาม

1. การอ่อนตัวลงของค่าเงินเกี่ยวของกับการปรับขึ้นราคาทองคำอย่างไร

2. การปรับตัวชองราคาทองคำมีปัจจัยหลักด้านใดบ้าง

3. การปรับค่าของราทองคำสุ่งผลแก่นักลงทุนด้านอะไรบ้าง



วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553

สรุปภาวะการซื้อขายหลักทรัพย์ ประจำเดือนธันวาคม 2552

จัดทำโดย : นาย ปกรณ์ หุ่นนิรันดร์ เลขทะเบียน : 1490216296

ภาพรวมของภาวะตลาดหลักทรัพย์ของไทยในปี 2552 ปรับตัวดีขึ้นเทียบกับปี 2551 ทั้งด้านดัชนีตลาดหลักทรัพย์ มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) และมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ โดยมีปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ปรับตัวดีขึ้นจากจุดต่ำสุดในไตรมาส 4/2551
ในปี 2552 มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวันปรับสูงขึ้นจากปี 2551 และมีมูลค่าสูงสุดในรอบ 5 ปีโดยนักลงทุนทั่วไปในประเทศมีสัดส่วนการซื้อขายหลักทรัพย์สูงสุด ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศกลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิ ในส่วนของบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์มีการขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านเจ้าหน้าที่การตลาดและบัญชีซื้อขายทางอินเทอร์เนต โดยปรับเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนบัญชีที่มีการซื้อขายและมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อบัญชีต่อเดือน
สำหรับภาวะการซื้อขายในตลาดอนุพันธ์ มีปริมาณเพิ่มขึ้น ทั้งด้านมูลค่าการซื้อขายและจำนวนบัญชีซื้อขายโดยเฉพาะการซื้อขาย SET50 Index Futures ที่เพิ่มขึ้นมากตามภาวะตลาดหลักทรัพย์ที่มีความผันผวนค่อนข้างมากตลอดทั้งปี นอกจากนี้ การซื้อขายสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า (Gold Futures) ซึ่งเริ่มการซื้อขายในปี 2552 ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างมากตามราคาทองคำในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง
ด้านการระดมทุน ในปี 2552 มีบริษัทจดทะเบียนเข้าระดมทุนในตลาดแรกทั้งหมด 17 บริษัท (เป็นบริษัทจดทะเบียนใน SET 6 บริษัท และใน mai 11 บริษัท) และกองทุนอสังหาริมทรัพย์จำนวน 5 กองทุน เทียบกับ11 บริษัทและกองทุนอสังหาริมทรัพย์จำนวน 5 กองทุนในปี 2551 อย่างไรก็ตาม มูลค่ารวมของการระดมทุนทั้งในตลาดแรกและตลาดรองปรับลดลงเมื่อเทียบกับปี 2551 ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากความต้องการเงินทุนเพื่อการลงทุนในธุรกิจที่อยู่ในระดับต่ำ จากภาวะเศรษฐกิจที่หดตัวและกำลังการผลิตส่วนเกินในระดับสูง
สำหรับในเดือนธันวาคม 2552 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ปรับสูงขึ้นโดยได้รับผลบวกจากการปรับตัวขึ้นของราคาหลักทรัพย์ในกลุ่มพลังงาน อย่างไรก็ตาม จากช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดหลายวันทำให้ปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ค่อนข้างเบาบางเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

ที่มา : ตลาดหลักทระพย์แห่งประเทสไทย

คำถาม :
1. ผู้ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มีกี่ประเภทอะไรบ้าง
2. "การระดมทุนของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์" หมายความว่าอย่างไร
3. การปรับตัวของราคาหลักทรัพย์ มีปัจจัยหลักๆอะไรบ้าง